Equation Life by Improvised Heart

“เชื่อ” ทั้งๆ ที่ยังสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ?

“เชื่อ” ทั้งๆ ที่ยังมองไม่เห็น “หนทาง” และ “ความเป็นไปได้”

“ทำ” ทั้งๆ ที่กลัว

“ทำ” ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเริ่มจากจุดไหนก่อน

“ทำ” ทั้งๆ ที่ยังมีคำถามมากมายในใจ

“ทำ” ทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม 

ทุกสิ่งที่อยากทำ เราสามารถทำได้ทันที และสามารถทำได้ทุกอย่าง

แม้ว่าเราจะยังไม่พร้อม ยังไม่มี ยังไม่เป็น

เริ่มทำในสิ่งที่อยากทำเสียเดี๋ยวนี้ เพราะยังดีกว่า “ยังไม่ไปไหน” เลย

“เชื่อ (ฉัน) เถอะแล้วจะเจริญ” “(ฉัน) อาบน้ำร้อนมาก่อน” 

2 ประโยคนี้เป็น 2 ประโยคที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนไทยทุกคนต้องได้ยินและเชื่อไปตามนั้น

บางคนอาจจะได้ดีเพราะประโยคเหล่านี้ แต่บางคนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะความเชื่อแบบนี้

เราสงสัยว่าทำไมประโยคเดียวกันนี้ถึงส่งผลกับวิถีชีวิตของแต่ละคนต่างกันขนาดนี้
เราคิดอยู่เป็นปี เพื่อที่จะหาคำตอบที่ดีที่สุดกลับมา

 

แท้จริงแล้ว ความสำเร็จในชีวิตขึ้นอยู่กับการอบรมสั่งสอนเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น แต่การกระทำและความพยายามของเราเองต่างหากที่จะส่งผลให้เราเจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง



ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอบรมสั่งสอนของแต่ละครอบครัวมีความแตกต่างกั

บางคนอาจจะสอนลูกให้ต่อสู้และเผชิญกับปัญหา ให้กำลังใจกับการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด
แต่บางคนอาจจะสอนลูกให้หนีปัญหา ต่อว่า ซ้ำเติมกับการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด

บางคนอาจจะสอนลูกให้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง แล้วคอยดูอยู่ห่างๆ 
แต่บางคนอาจจะทำให้ลูกทุกอย่าง เพราะกลัวว่าลูกจะทำไม่ถูกวิธี ไม่รวดเร็ว หรือไม่ถูกใจเรา หรืออาจจะกลัวไปว่าลูกจะได้รับอันตราย เป็นต้น

เมื่อวิธีการสอนลูกมีความต่างกัน การได้พบเจอสิ่งแวดล้อมที่มีความแตกต่างกัน จึงทำให้คนเรามีวิธีคิดแตกต่างกัน ดำเนินชีวิตแตกต่างกัน ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จต่างวิธีกัน หรือต่างช่วงเวลาออกไป

พ่อแม่ ญาติพี่น้องมีส่วนอย่างยิ่งที่จะให้แต่ในสิ่งที่ดีๆ ให้กับตัวเด็กทันทีที่เขาเกิดมาบนโลกใบนี้ แต่ถ้าพ่อแม่ ญาติพี่น้องไม่มีความพร้อมที่จะให้แต่ในสิ่งที่ดีๆ ให้กับตัวเด็กในทันทีที่เขาเกิดมาบนโลกนี้แล้ว เขาจะได้รับสิ่งไม่ดีติดตัวไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตของเขาในเนาคต

ส่วนตัวแล้ว เรามีความเชื่อว่า “คนไทยถูกกดทับศักยภาพมานานด้วยความเชื่อในลักษณะนี้” ความเชื่อลักษณะนี้เป็นเพียงความเชื่อที่ทำให้ตัวเด็กเกิดความรู้สึกว่าฉันต้องทำ ฉันต้องเชื่อตามคนเหล่านั้น เพราะกลัวว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นไปตามทีผู้ใหญ่บอกเท่านั้นเอง ส่วนสิ่งที่ผู้ใหญ่จะได้จากคำพูดเหล่านี้เป็นเพียงการสนองความต้องการของตัวเอง ณ ขณะนั้นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะเกิดจากความรัก ความปรารถนาดีหรือไม่ก็ได้

ส่วนคำพูดที่บอกว่า “อาบน้ำมาก่อน” นั้น เป็นคำพูดเพียงอยากจะบอกคนฟังเป็นนัยๆ ว่า “เรื่องนี้มันเคยเกิดขึ้นกับ (ฉัน) มาแล้ว แกต้องเชื่อ (ฉัน)” เท่านั้นเอง แต่เรากลับลืมไปว่าด้วยยุคสมัยที่ต่างกัน ทำให้วิธีการแก้ไขปัญหาในแต่ละสถานการณ์นั้นมีอาจความเหมือนหรือความแตกต่างกันก็ได้แล้วแต่กรณี ทำให้การแก้ไขปัญหาในแต่ละเรื่องมีความต่างกันสำหรับคนแต่ละคน

 

“ผู้ใหญ่อาจอาบน้ำร้อนมาก่อนก็จริง แต่ผู้ใหญ่นั้นอาบน้ำร้อนองศาเดียวกันกับเราหรือไม่”


การดูแลเด็กไม่ใช่แค่เพียงการให้ชีวิต ความช่วยเหลือทางด้านการศึกษาเพียงเท่านั้น แต่จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องการอบรมสั่งสอน วิธีคิด ความประพฤติของเขาด้วย การที่เขาไม่เชื่อฟัง ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่คิดว่าคุณเป็นพ่อเป็นแม่ของเขา แต่การที่เขาไม่เชื่อฟังเนี่ยแหละ เป็นการส่งสัญญาณบอกคุณว่านี่เป็นการใช้วิธีการอบรมสั่งสอนที่ไม่ถูกต้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการสอน เปลี่ยนวิธีการถ่ายทอด สอนแต่สิ่งดีๆ เพื่อให้เขาทำแต่ในสิ่งที่ดีๆ ต่อไปในอนาคต

เชื่อเถอะว่า เด็กที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของคุณเขาเป็นเด็กฉลาดมากพอที่จะเลือกสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง 



** บทความนี้ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว เราไม่ได้หวังที่จะให้ทุกคนที่อ่านเชื่อตามที่เราเขียนทุกคน **็

เบ้าหลอม กับ ดาวฤกษ์

เมื่อวาน (18 พ.ค. 56) หลังจากกลับมาจากพัทยาแล้ว เรามีความคิดมากมายอยู่ในหัว

..แต่นั่น เราก็ไม่ได้หมายถึงว่าความคิดเหล่านั้นของเราจะมีแต่ความวุ่นวาย หรือมีความทุกข์แต่อย่างใด..

..เราทบทวนคำพูดของตัวเองที่เคยบอกคนทั้งโลกเมื่อหลายเดือนก่อน..

..เราทบทวนคำบางคำที่ได้ยินจากคลิปของครูอ้อย..

คำพูดของเรา คือคำว่า “เบ้าหลอม”

คำพูดของครูอ้อย คือคำว่า “ดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง”

เราเคยบอกว่า “เราจะเป็นเบ้าหลอมให้กับตัวเอง”

มันเป็นคำพูดที่มีพลังเหมือนกันเนอะ แต่เมื่อคิดๆ ดูอาจจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่..

..”ชีวิตคนนะ.. ไม่ใช่เม็ดพลาสติก”..

คนเราน่ะมีทั้งดีและไม่ดีในตัวเอง การที่เราจะเป็น “เบ้าหลอม” ให้ใครๆ มาตามเราทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 

..หรือแม้จะบอกว่า “เราอยากเก่งเหมือนคุณ” “เราอยากรวยเหมือนคุณ” ฯลฯ.. จะเป็นเครื่องยืนยันได้หรือว่าสิ่งที่เป็นเขานั้นจะช่วยให้เราประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

..แต่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ “ในแบบของเราเอง” เนี่ยแหละถึงจะเรียกว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง..

.

..อะไรที่คุณคิดว่ามันเป็นส่วนที่ดี.. มาเอาไปใช้พัฒนาตัวเองเถิด..

..อะไรที่คุณคิดว่ามันเป็นด้านมืด..และไม่ตรงความชอบ ความเชื่อ นิสัย และจริตกับคุณ.. ก็วางไว้ตรงนั้นเถิด..

.

..แต่การเป็นเบ้าหลอมเพียงบางส่วนนั้นก็ไม่สามารถที่จะเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน.. จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตามหาชิ้นส่วนสำคัญที่เหลือ เพื่อที่จะทำให้เรามีความสมดุลในชีวิต สมดุลในความดี และสมดุลในการเป็นตัวของตัวเอง..

ส่วนการเป็น “ดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง” นั้นมันทำให้เราเกิดจินตนาการ

เกิดความคิดที่จะเป็นอย่าง “ดาวฤกษ์” ที่มีแสงสว่างในตัวเอง

เราเข้าใจวลีที่ว่า “ดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง” ว่า ดาวฤกษ์ 1 ดวงคือตัวเราที่มีหน้าที่ในการสร้างความยิ่งใหญ่ในใจตัวเอง สร้างความสุข เสียงหัวเราะ และมีเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง

..เพราะชีวิตที่มีเป้าหมายจะทำให้ชีวิตของเราเดินไม่หลงทาง..

..การรู้จักตัวเอง การเป็นตัวของตัวเองเป็นเคล็ดลับที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตในแบบของเรา..

..เราไม่จำเป็นต้องรวยเหมือนอย่างใคร..ถึงจะประสบความสำเร็จ..

..เราไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนอย่างใคร..ถึงจะประสบความสำเร็จ..

..ความสำเร็จไม่ได้กำหนดด้วยวัตถุ สิ่งของ หรือปัจจัย..

..แต่ความสำเร็จถูกกำหนดด้วยความสุข วิธีคิด และการดำเนินชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง..

..สังเกตสิ..

เมื่อการอ่านของเราถูกใส่ความเชื่อเข้าไป  เราจะอ่านผิด

เมื่อการร้องเพลงของเราถูกใส่ความเชื่อเข้าไป เราจะร้องเพลงผิด

แต่เมื่อการอ่านของเรานั้นเราใส่ความเข้าใจและความเป็นกลางของเราเข้าไป เราจะอ่านดีขึ้น และเข้าใจได้อย่างถูกต้องว่าหนังสือ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ฯลฯ ที่เรากำลังอ่านอยู่นั้นเขาพยายามจะสื่อสารอะไรให้กับเราได้รับรู้

และเมื่อการร้องเพลงของเรานั้นเราใส่ความเข้าใจและความเป็นกลางของเราเข้าไป เราจะร้องเพลงได้ดีขึ้น และเข้าใจเนื้อหาของเพลงได้อย่างถูกต้องว่านักแต่งเพลงพยายามจะสื่อสารอะไรให้กับเราได้รับรู้

แล้วการดำเนินชีวิตของเราล่ะ..ถ้าเราใส่ความเชื่อของเราเข้าไป..จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเราบ้าง??.. 

ความสำเร็จ…

เกิดจากความต้องการที่มากพอ

เกิดจากเชื่อมั่นที่มากพอ

เกิดจากการกระทำที่มากพอ

เกิดจากความพยายามที่มากพอ

เกิดจากตัวของเราเอง 

๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘

เมื่อวาน (18 พ.ค. 56) เราเห็นภาพที่ตัวเองลุกขึ้นจากที่แห่งหนึ่ง แล้วเดินออกมาอย่างนี้หลายครั้ง

เราพยายามบอกคนๆ หนึ่งให้เขาเห็นภาพๆ นี้ 

เพื่อให้การลุกขึ้นแล้วเดินออกมาในจินตนาการของเขาส่งผลต่อความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น

คนเรามักจมกับอดีตที่รวดร้าว แต่กลับลืมไปว่า “ในความเป็นจริงนั้นมันได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

เมื่อยิ่งคิดถึงวินาทีที่รวดร้าวนั้น มันเป็นการบอกตัวเองว่า “เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันยังไม่จบง่ายๆ”

คนเรามักจะจมกับความคิดที่คนอื่น “ยัดเยียด” “ดูถูก” “เหยียดหยาม” ซึ่งเป็นเพียงคำๆ หนึ่งที่เขาพูดออกมาโดยใช้เวลาไม่นาน แต่เราเก็บคำพูดของเขาเอาไว้กำหนดความเชื่อของเราเอง

จนเกิดเป็นพฤติกรรมของเรา การกระทำของเรา ส่งผลให้กับชีวิตของเรามากมาย ทั้งในด้านการประกอบอาชีพ การดำเนินธุรกิจ หรือแม้แต่ในเรื่องของความสัมพันธ์

คำพูดของเขา ถ้ามีอิทธิพลได้ถึงขนาดนั้นแล้วเนี่ย แสดงว่าเราไม่คิดที่จะถอยกลับมามองตัวเอง

ถามตัวเองว่า “เราเป็นอย่างที่เขาพูดจริงหรือเปล่า?” 

แล้ว “เรารักตัวเอง” อย่างที่เราเคยบอกใครต่อใครแล้วอย่างนั้นหรือ??

การเก็บคำพูดของคนอื่นมากำหนดความเชื่อให้กับตัวเองมันน่าแสดงให้เห็นว่าเรากำลังไม่รักตัวเองอยู่นะว่ามั้ย??

ขอให้ “ยืดหยัด” ที่จะเป็นตัวของตัวเอง 

ขอให้ “ลุกขึ้นมา” แล้ว “กำหนด” ความเชื่อใหม่ให้กับตัวเราเอง

จะปล่อยให้ตัวเราเป็น “ทาส” ของคำพูดของคนอื่นไปทำไม ในเมื่อเราก็มีสองแขน สองขา หนึ่งสมองเหมือนกันกับเขา?? 

เราก็แค่มีความสามารถ เรามีศักยภาพที่ต่างไปจากเขา เราก็แค่ไม่เหมือนใครในโลกใบนี้เท่านั้นเอง..

..เราไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องเหมือนใครในโลกใบนี้สักหน่อย..

สร้างเหตุที่ดี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สุดยอด
รู้จักตัวเอง

จุดเริ่มต้นของการรู้จักตัวเอง คือ การออกไปหาสิ่งที่อยากทำ สิ่งที่อยากทำนั้นจะต้องมีความสุข มีความรู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นเราสามารถทำได้ตลอดเวลา และสามารถทำได้ ตราบที่ไม่มีค่าตอบแทนมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจทำสิ่งที่อยากทำนั้น

การรู้จักตัวเองอีกอย่าง คือ การรู้จักตัวเองจากสถานการณ์ต่างๆ จะทำให้เรารู้ว่าเราคิดอย่างไรต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราจะจัดการกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างไร และเราจะได้รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไรอย่างแท้จริง

ซึ่งผลของการรู้จักตัวเอง ทำให้เราชอบตัวเอง รักตัวเอง และยังสามารถขจัดความขัดแย้งระหว่างบุคคลได้อีกด้วย

“ตื้น ลึก หนา บาง”

“ตื้น ลึก หนา บาง” ในชีวิตของคนอื่น
เราไม่จำเป็นต้องไปขุดคุ้ยเรื่องของเขา

แต่ “ตื้น ลึก หนา บาง” ในชีวิตของเองเท่านั้นที่เราควรจะรับรู้
เรียนรู้ และพร้อมแก้ไขสิ่งที่ก้าวพลาด
เพื่อให้ชีวิตเป็นอิสระจากสรรพสิ่งทั้งมวล

สร้างความรู้สึกชอบตัวเองด้วยความคิดและการกระทำที่เป็นบวกเสมอ
ผลตอบรับที่ดี
ขอบคุณสำหรับคำว่า “ยอดนักเขียน ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ค่ะ

ผลตอบรับที่ดี

ขอบคุณสำหรับคำว่า “ยอดนักเขียน ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ค่ะ

เมื่อมีความรู้สึกไม่ดีเข้ามา จงเลือกมองแต่ความรู้สึกที่ดี และใส่แต่พลังงานที่ดีไปเท่านั้น
เชื่ออยู่เสมอว่า พรุ่งนี้จะต้องยอดเยี่ยมกว่าวันนี้

คำถามหนึ่งคำถามอาจมีหลายคำตอบ แต่..

“คำถามหนึ่งคำถามอาจสร้างความลำบากใจให้กับผู้ตอบคำถาม”

คนๆ หนึ่งสามารถตอบคำถามนั้นได้อย่างสะดวกดาย

แต่อีกคนกลับรู้สึกว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ละลาบละล้วงจนเกินไป

นั่นก็เพราะคนเรามีความแตกต่างกัน 

คำถามหนึ่งอาจเหมาะสำหรับถามคำถามคนหนึ่ง แต่ไม่เหมาะสำหรับถามอีกคนหนึ่ง

บางคำถามอาจต้องมีวิธีการถาม คนตอบคำถามถึงจะสามารถตอบได้

บางคำถามอาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีการถามอะไรเลย คนตอบคำถามก็ลำบากใจทีจะตอบแล้ว

มีบ้างไหมที่เรารู้สึกว่าเราถูกล่วงล้ำ ละเมิดความเป็นส่วนตัว

มีบ้างไหมที่เรารู้สึกว่าเราลำบากใจที่จะตอบคำถามนั้น

คนถามเคยรู้สึกไหมว่าคำถามที่เราจะถามไปนั้นมันอาจจะทำให้ผู้ตอบลำบากใจที่จะตอบ

คนถามเคยรู้สึกไหมว่าคำถามที่เราจะถามไปนั้นมันควรจะถามหรือไม่อย่างไร

หากคนถามคำถามเข้าใจความแตกต่างของแต่ละคน 

- เขาจะมีวิธีการถามคนนั้น

- เขาจะรู้ว่าคำถามนั้นควรถามหรือไม่ควรถามคนๆ นั้น

แต่เพราะคนถามมักจะตัดสินจากตัวเองเป็นหลักเสมอว่าคำถามนี้ถ้าตัวเองตอบคำถามทำนองนี้ได้ เขาคงจะตอบได้ เลยทำให้เป็นเรื่องขึ้นมาสำหรับบางคนที่เขาอยากจะมีพื้นที่ส่วนตัวของเขาบ้าง

จึงเกิดความขัดแย้ง ทะเลาะกันใหญ่โต

ยอมรับในพื้นที่ส่วนตัวของเขาที่เขาอาจจะมีขนาดพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าเรา

ยอมรับในความคิดของเขาที่เขาอาจจะรู้สึกว่าเราไปก้าวล่วงเรื่องของเขามากไป

ยอมรับในความเห็นที่แตกต่างของเขา ให้เขารู้สึกว่าเขามีพื้นที่ยืนอยู่ในสังคมบ้าง

เพียงเท่านี้ความขัดแย้ง การหาพวกพ้องก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่เกิดจากคนสร้าง
สิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่เกิดจากคนสร้าง
เพลงที่เพราะจับใจ ยิ่งใหญ่ และอมตะเกิดจากคนสร้าง

“ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ เกิดจากคนสร้างและกำหนดชีวิตของตัวเอง”

ความสูญเสีย

การสูญเสีย “ใคร” ทำให้ใจของเราไม่เป็นอิสระ
การสูญเสีย “อะไร” ทำให้ใจของเราไม่เป็นอิสระ

..การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทำให้ใจของเราไม่เป็นอิสระนานกว่าการสูญเสียของที่รักไปสักชิ้น..

การจมกับความสูญเสีย ทำให้เกิดความรู้สึกยึดติดกับอดีต ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเราลืมสิ่งเหล่านั้นไปไม่ได้ นึกถึงความทรงจำที่มีต่อคนและสิ่งของสิ่งนั้นตลอดเวลา เกิดความโหยหา ผูกพัน คาดหวังที่จะให้สิ่งเหล่านั้นกลับคืนมาเหมือนเดิม

ในชีวิตของเรา การสูญเสียเกิดขึ้นได้ตลอด แต่สิ่งที่จะต้องทำอย่างยิ่งคือ การรู้เท่าทันอารมณ์ของเรา การยอมรับว่าสูญเสีย การให้อภัยตัวเอง หรือให้อภัยต่อสิ่งรอบข้าง การวางสิ่งที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของเราไว้เบื้องหลัง รวมถึงการมีชีวิตอยู่ต่อไปกับสิ่งทีเหลืออยู่

..อย่าให้ความสูญเสียมามีอิทธิพลต่อจิตใจของเราโดยเด็ดขาด..